คืนของวันศุกร์ที่ 4  ธันวาคม  2552 ได้มีโอกาสเดินทางไปกรุงเทพฯ เพื่อไปร่วมฉลอง

องค์พระสมเด็จสิริมงคล (หลวงปูทวด ท่านประทานให้)  ณ วัดแค จ.อยุธยา โดยมีแม่ชีเยาวมาลย์เป็นประธาน เป็นต้นบุญต้นกุศลในครั้งนี้ นอกจากเราจะได้ร่วงฉลององค์พระแล้วนะ ในการทำบุญครั้งนี้ยังมีการประกอบพิธีสะเดาะห์เคราะห์ด้วยนะ  โดยตัดเล็บมือ เล็บเท้า ตัดผมลงไปในกระทงซึ่งเรียกว่ากระทงสะเดาะเคราะห์ด้วยล่ะ เราก็เพิ่งรู้ตอนเดินทางไปถึง เราได้นำเงินเพื่อนที่ร่วมทำบุญไปด้วย ขออนุโมทนาบุญด้วยกับทุกคนนะคะ

          เราเดินทางไปถึงกรุงเทพฯตอนเช้ามืด แล้วได้ไปอาบน้ำที่บ้านแม่ชี และมีลูกศิษย์แม่ชีหลายคนไปร่วมงานบุญในครั้งนี้ด้วย  พวกเราทั้งหมดนั่งรถตู้ไปกันทั้งหมด 3 คันจากกรุงเทพฯ โดยมีปลายทางคือ วัดแค จ.อยุธยา

        พวกเราไปถึงจ.อยุธยาแล้ว  ที่วัดแคนั้นเราต้องนั่งเรือข้ามฟากไป ตื่นเต้นจังได้นั่งเรือด้วยล่ะ  พอไปถึง สิ่งที่เห็นเป็นอันดับแรกเลยนะ คือรูปปั้นหลวงปูทวด องค์ใหญ่มากยืนอยู่ตรงประตูวัด และเราก็ได้ช่วยขนของที่จะนำไปประกอบพิธีบวงสรวง

          ต่อมาเป็นพิธีการเตรียมเครื่องบวงสรวง  ลูกศิษย์ของแม่ชีทุกคนต่างช่วยกันจัดของที่จะประกอบพิธีบวงสรวงกัน   ของที่นำมาพอเสร็จแล้วก็ถึงตอนประกอบพิธีบวงสรวงล่ะ เป็นที่น่าอัฒจรรย์มาก ก่อนทำพิธีบวงสรวง แดดร้อนมาก จนคิดว่าเราจะบวงสรวงเสร็จมั้ย  แต่พอจะเริ่มพิธีปรากฎว่า ท้องฟ้ากลับมืดครึ้ม ไม่มีแสงแดดเลย เราได้บันทึกภาพของการทำพิธี ทุกครั้งที่กดชัตเตอร์ จะมีลำแสงผ่านตลอด แต่ในภาพไม่ปรากฎใดๆ พอเข้าร่วมพิธีในโบสถ์ เราได้ถ่ายภาพพระพุทธรูป  มีอะไรบางอย่างติดภาพมามีลักษณะกลมๆ

           ในพิธีมีนางรำมารำถวายพระพรให้กับในหลวงของเราด้วยล่ะ  ขอให้ในหลวงจงทรงมีพลานามัยที่แข็งแรงด้วยเทอญ

        ท้ายสุดเราก็ได้ไปที่ท่าน้ำเพื่อทำพิธีสะเดาะห์เคราะห์ โดยนำกระทงที่มีเล็บมือ เล็บเท้า ผมของทุกคนที่ไปร่วมงานใส่ลงไปในกระทง  นำไปลอยที่ท่าน้ำ ซึ่งที่เรียกว่าพิธีสะเดาะเคราะห์ ลอยสิ่งไม่ดีไปกับแม่น้ำ 

        ถ้ากล่าวถึงพิธีสะเดาะห์เคราะห์ หลายคนอาจไม่เข้าใจ ลองอ่านข้อความล่างนะคะ คิดว่าคงพอจะเข้าใจบ้าง

( พิธีสะเดาะเคราะห์ วัดท่าซุง (โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน คัดจากหนังสือสมบัติพ่อให้เล่ม ๑ หน้า ๒๔๓ -๒๔๘)

คำว่า เคราะห์กรรม เป็นวิธีเรียกของพรหมณ์ ทางพระพุทธศาสนาเรียกว่า กฏของกรรม คณาจารย์ต่างๆ เรียกไม่เหมือนกันแต่ผลมันเหมือนกัน นั่นคือ ความทุกข์ ถ้าอยากทราบว่า ความทุกข์มาจากไหน ก็จะเล่าให้ฟัง


ประการแรก การป่วยไข้ไม่สบายทางร่างกาย มาจากกรรมปาณาติบาต การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต

ประการที่ ๒ ความทุกข์เกิดจากไฟไหม้บ้าง ขโมยปล้น ขโมยจี้ ลมพัดให้บ้านพัง น้ำท่วม มาจากโทษอทินนาทาน การลักขโมยของเขาจากชาติก่อน

ประการที่ ๓ เคราะห์กรรมที่ทำให้คนใต้บังคับบัญชาดื้อด้าน ว่ายากสอนยากไม่เชื่อฟัง มาจากโทษกาเมสุมิจฉาจาร เจ้าชู้จัดในชาติก่อน

ประการที่ ๔ เราพูดดีแต่คนอื่นไม่ชอบฟัง ไม่เชื่อฟัง มาจากโทษมุสาวาทจากชาติก่อน

ประการที่ ๕ การเป็นโรคปวดหัวบ่อยๆ หรือโรคประสาทก็ดี เป็นบ้าก็ดี เป็นโทษมาจากกฏของกรรม คือ ดื่มสุราเมรัย ในชาติก่อน อันนี้เป็นหลักหยาบๆ หลักใหญ่นะ

อย่างคนตาบอด ในสมัยชาติก่อน เขาทำบุญเห็นแล้ว แกล้งทำเป็นไม่เห็น อย่างคนหูหนวก เขาทำบุญสุนทาน เขาฟังเทศน์ฟังธรรมกันแกล้งส่งเสียงกลบ เขาฟังเทศน์ฟังธรรม เขาคุยกันด้วยความเคารพในธรรม เราแกล้งส่งเสียงกลบ เกิดเป็นคนหูหนวก ๕๐๐ ชาติอย่างนี้เป็นต้น

ก็รวมความว่า ขึ้นชื่อว่า เคราะห์กรรม คือ กฏของกรรมเก่าของเราในชาติก่อน คนทุกคนที่เกิดมานี้ที่ไม่มีกรรมเก่า ที่กรรมไม่ดี ไม่มีนะ ไม่เคยทำบาปนี้ไม่มี...(เนื้อหาซ้ำกันกับข้างต้นจึงขอข้ามไป)...

ทีนี้คำว่า สะเดาะเคราะห์ หมายความว่าทำให้เคราะห์หมด คำว่าสะเดาะเคราะห์ไม่มีศัพย์ในทางพระพุทธศาสนา เป็นศัพย์ของคณาจารย์ต่างๆ ในทางพระพุทธศาสนาไม่มี ในเมื่อไม่มี ทำไมวัดท่าซุงจีงบอกว่า สะเดาะเคราะห์ ก็เลยบอกว่าพูดตามเขา ทีนี้การทำคราวนี้ไม่ใช่สะเดาะเคราะห์ เป็นการสร้างความดี ความโชคดีให้เกิดขึ้น คือ หมายความว่าทำบุญให้มีกำลังสูง

คำว่า เคราะห์ คือ บาป เราล้างไม่ได้แต่ถ้าหากว่าทำความดีให้มีกำลังสูงกว่า คำว่า เคราะห์จะเปรียบเทียบให้ฟัง เหมือนกับคนยืนอยู่กลางแดดจัดๆ เวลานี้อยู่ในร่มมันก็ร้อน ถ้ายืนกลางแดดมันก็ร้อน ถ้าทำบุญน้อยๆ ก็เหมือนกับมีร่มเล็กๆ ไปกางบังอยู่มันก็เย็นไปหน่อยหนึ่ง ทำบุญที่มีอานิสงส์มากๆ ก็เหมือนกับมีคนเอาน้ำไปราดให้ ก็มีความเย็น ถ้าทำบุญที่มีกำลังสูงใหญ่อย่างเรา เจริญกรรมฐานเหมือนกับเราแช่ในอ่างน้ำ ถึงเราจะอยู่กลางแจ้ง กลางแดด ความร้อนมันก็น้อยไป ข้อนี้ฉันใด การสะเดาะเคราะห์ก็เหมือนกัน การสะเดาะเคราะห์ไม่ได้ทำให้หมดไป

ทีนี้การทำคราวนี้ ก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ทำลายให้เคราะห์หมดไป การทำลายเคราะห์คือบาป ทำลายไม่ได้โยม แต่ว่าเราทำบุญให้มีกำลังสูงขึ้น อย่างญาติพุทธบริษัทที่มานั่งที่นี่ทุกคน ไม่ใช่มีแต่เคราะห์ โชคก็มี คือชาติก่อนมีทั้งความดีมีทั้งความชั่ว มีทั้งบุญและบาป ขณะใดที่มีการป่วยไข้ไม่สบาย นั่นคือผลของบาปเข้าสนอง แต่ว่าทุกคนมีทรัพย์สินอยู่ได้เพราะผลของทาน ทานการให้ในชาติก่อน ทำให้คนมีทรัพย์สิน แต่การมีทรัพย์สินทำไมจึงไม่เสมอกัน อย่างทานที่มีกำลังสูงสุดในด้านวัตถุก็คือ วิหารทาน เป็นทานที่มีกำลังสูงมาก ทานที่รองลงมาก็คือ สังฆทาน สังฆทานนี่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า คนที่เคยถวายสังฆทานแล้วครั้งหนึ่งในชีวิต ตายแล้วเกิดกี่ชาติก็ตาม ถ้ายังไม่เข้าพระนิพพานเพียงใด จะไม่พบกับความยากจนเข็ญใจ จะเป็นเศรษฐี มหาเศรษฐีทุกชาติ ทีนี้คนที่เขาเป็นเศรษฐมหาเศรษฐีเพราะว่า เขาเคยถวายสังฆทานในกาลก่อน อันนี้เป็นผลอันหนึ่งที่เราจะทำ เพื่อเป็นการหลีกเร้นกฏของกรรม คือ บาป บาปถึงแม้มันจะกลั่นแกล้งขนาดไหนก็ตาม แต่เรามีกำลังบุญสูง คือคล้ายๆ กับสุนัขไล่กัด ถ้าเราวิ่งเร็วมันก็กัดไม่ทัน ถึงกัดทันก็กัดไม่ถนัด  )

    เป็นเสร็จพิธีล่ะ  แล้วแม่ชีก็มีของที่ระลึกให้ด้วย 

     1. เป็น  กล่องใส่ดอกบัวที่ในหลวงทรงนำไปบูชาพระ เรียกว่า  บัวในหลวง

     2. หนังสือสวดมนต์ 2 เล่ม

     3. รูปภาพ งานวันหล่อองค์พระสมเด็จสิริมงคล ที่เกิดพระอาทิตย์ทรงกลด ซึ่งเป็นภาพที่อัฒจรรย์มาก

      ขออนุโมทนาบุญกับทุกคนที่ได้ร่วมทำบุญสร้างองค์พระสมเด็จสิริมงคล ในครั้งนี้ด้วยเทอญ สาธุ สาธุ สาธุ